ทำธุรกิจแบบไม่เคยเรียนธุรกิจ


ทำธุรกิจทั้งที่ไม่เคยเรียนธุรกิจ

จุดเริ่มต้น การเปลี่ยน mode ตัวเอง

ธุรกิจของที่บ้านคือ ธุรกิจอพาร์ทเม้น เล็ก ๆ ที่บริหารงานโดย พ่อและแม่ ทำกันอยู่ 2 คน ส่วนตัวเราทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่เคยรับรู้ธุรกิจของที่บ้าน ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น จนมาวันหนึ่งพ่อซึ่งเคยแข็งแรง ก็ล้มลง ด้วยเส้นเลือดในสมองตีบ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง น่าจะราว ๆ ปี 2558 จนถึงวันนี้ พ่อก็ยังนอนยิ้มไปยิ้มมา อยู่ในโลกของพ่อ ตอนพ่อป่วยแรก ๆ แม่คือคนเดียวที่บริหารจัดการทุกเรื่อง ในช่วงเวลานั้นแม่ไม่เคยพูด หรือ บ่นอะไร ภาระการรับผิดชอบค่ารักษาพ่อ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่ที่แม่คนเดียว จนวันหนึ่งแม่มาบอกว่า เราขายอพาร์ทเม้นดีมั้ย วันที่ได้ยินแม่พูด คือ ตกใจมาก วันนั้นจึงเป็นวันที่นั่งคุยกับแม่ พร้อมทั้งเริ่มเข้าไปดูกิจการอพาร์ทเม้นแบบจริงจัง และ เริ่มเข้าใจว่า ทำไมแม่ถึงอยากจะขาย เพราะ มีคนเช่าอยู่เพียง 4 ห้อง คนที่อยู่ก็คือ คุณยายชาวพม่า ที่อายุตอนนี้ 90 กว่าแล้ว อยู่กันมาเกือบ 20 ปี (คือไม่คิดจะย้ายไปไหนแล้ว แถมยังบอกว่า ถ้าเป็นอะไรไป ให้แม่จัดการทุกอย่างให้ด้วย) ห้องที่เหลือ ก็เป็นผู้เช่าที่อยู่กันมานานทั้งนั้น 4 ห้องนี้จึงเป็นคนเช่าเก่าแก่ ที่ไม่มีทีท่าจะย้ายไปไหน ส่วนห้องชั้นบนสุด ปิดเงียบสนิท ไร้คนเช่า

จากคนที่ไม่เคยทำธุรกิจ อยู่แต่กับงานสอน งานเอกสาร วันที่แม่ปรารภขึ้นมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน mode ตัวเองจาก มนุษย์เงินเดือน มาช่วยแม่บริหารกิจการธุรกิจครอบครัว บอกแม่ว่า “สู้กันอีกสักตั้งดีมั้ย” “ถ้าไม่ไหว แม่ค่อยขาย” ดีใจที่แม่ให้โอกาสสู้ แต่เป็นการสู้ที่ แม่ยังอยู่เบื้องหลัง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ความพยายามให้แม่เข้าใจถึงการทำธุรกิจในปัจจุบัน ว่าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม่ยังคงยึดติดกับวิธีบริหารงานแบบ แม่ …คิดว่าการหาลูกค้ามาเช่ามีวิธีเดียวคือ ผ่านนายหน้า โชคดีที่ในเวลานั้น นายหน้าที่แม่เคยติดต่ออยู่ เสียชีวิตไปแล้ว แม่เลยต้องยอมให้เราทำตามความคิดของเรา เพราะ ถ้ายังคงยึดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ก็จะไม่มีลูกค้าเข้ามาสักราย รายรับไม่มี มีแต่รายจ่ายทุกเดือน

สร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้ตัวเอง

ก่อนลงมือทำ สิ่งสำคัญมากที่สุด ขวัญกำลังใจของตัวเอง ต้อง สร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองก่อน ท่องคาถาทุกวัน ว่า เราทำได้ ทุกอย่างจะต้องผ่านไป (ด้วยดี) และ เริ่มตั้งสติ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

เริ่มต้นวิเคราะห์ตัวเอง

เราเริ่มวิเคราะห์จริงจังว่า อพาร์ทเม้นของเรา ว่า มี “จุดแข็ง” “จุดอ่อน” “โอกาส” และ “อุปสรรค” อย่างไรบ้าง จุดแข็งคือ ความเงียบสงบของที่พัก เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้พัดไหว  ความสะอาด (อันนี้ต้องยกความดีให้แม่ ที่วางรูปแบบการบริหารจัดการไว้ดีมาก) และ ที่สำคัญตัวอาคาร เป็นอาคารเก่าที่มีสไตล์กลิ่นอายวินเทจ ประกอบกับห้องพักกว้างมาก ๆ   จุดอ่อน ก็คงเป็นความเก่า ที่บางคนอาจจะไม่ชอบ เฟอร์นิเจอร์ ในห้องไม่ทันสมัย แต่บางทีจุดอ่อนอาจจะเป็นจุดแข็งสำหรับคนที่ชอบสไตล์วินเทจก็ได้ โอกาส คือ เป็นแหล่งที่พักใจกลางเมือง มีโรงพยาบาล ธนาคาร ใกล้สถานีรถไฟฟ้า มีร้านอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ street food อาหารจานด่วน จนถึงร้านอาหารหรูหรา อุปสรรค คือ ย่านนี้มีคอนโดมิเนียม ปล่อยให้เช่าจำนวนมากมาย คือมีคู่แข่งมากมาย

ปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจ Airbnb

เมื่อวิเคราะห์ SWOT แล้ว ในที่สุดก็ได้ไอเดียว่าการเช่าแบบ Long term ไม่น่าเหมาะกับยุคนี้ ยุคที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก เราน่าจะเอาจุดแข็ง และ โอกาสไปขายนักท่องเที่ยวที่ชอบสไตล์วินเทจ เลยขอแม่ว่า จะลองทำ ธุรกิจ Airbnb แม่ให้ทดลองก่อน 1 ห้อง เมื่อแม่ ไฟเขียวให้ทำเแล้วต้องลงมือทำทันที เริ่มจาก “หาความรู้”  ซื้อหนังสือเรื่อง ธุรกิจ Airbnb ว่าเค้าเริ่มต้นอย่างไร ในขณะเดียวกัน เริ่มลงมือปรับห้องให้คล้ายกับห้องพักโรงแรม เริ่มจากผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน อุปกรณ์ที่จำเป็นในห้อง สิ่งที่ดูเหมือนง่าย มันไม่ง่ายอย่างที่คิด คือ เริ่มต้นไม่ถูกว่าจะซื้ออะไรที่ไหน เอาแค่เรื่องผ้าปูที่นอน ให้พอดีกับเตียงที่มีอยู่ซึ่งเป็นเตียงเก่าแก่ (อายุเท่ากับตึก) ขนาด 3 ½ foot และ 5 ½ foot ปัจจุบันเตียงขนาดนี้แทบจะไม่มีใครใช้ ดังนั้นผ้าปูที่นอนก็จะหายากตามไปด้วย ในช่วงนั้น เมื่อมีเวลาว่างก็นั่งเปิด Google หาว่ามีใครขายบ้าง รวมทั้งของใช้ที่จำเป็นก็จะต้องหาซื้อมาเติมให้เต็มตามหนังสือ Airbnb เค้าบอกไว้ ของบางอย่างก็ไม่ซื้อ เพราะเงินสำรองเป็นสิ่งจำเป็นมาก ต้องประหยัด จึงต้องเอาข้าวของในบ้านมาปรับ look ให้สวยงาม เช่น เหรียญที่ได้รับจากการวิ่ง ก็ถูกเอามาแต่งห้อง รูปภาพติดผนังก็ถ่ายทำเอง ไม่ต้องซื้อ เมื่อปรับ look เสร็จ ถ่ายรูปเอง สร้างภาพให้สวยงาม นำไปลงใน Airbnb พร้อมทั้งอธิบาย จุดแข็ง และ โอกาสให้  แตกต่าง จากที่อื่น รวมทั้ง เทคนิคการตั้งราคา และ รายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้ ห้องพักของเรา “โดน” ใจ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาดู

 ขนข้าวของในบ้านไปแต่งห้อง

เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็นั่งรอลูกค้า จะเรียกว่านั่งรอ ก็ไม่ถูก นั่งลุ้นมากกว่า จนโชคเข้าข้าง ลูกค้ารายแรกติดต่อเข้ามา เป็นชาว สเปน มาพักคนเดียว 3 วัน ถึงแม้จะได้เงินไม่มาก แต่เราก็จำความรู้สึกเวลานั้นได้ไม่ลืม คุณสเปนคนนี้ คงงง นะ ว่า ทำไม อีเจ้าของห้องถึงดูตื่นเต้นมาก ขอเค้าถ่ายรูป selfie ด้วย แต่ก็คุ้มเพราะ คุณสเปนแก รีวิว ห้องพัก ซะ เริดหรู จนเราอ่านไปเขินไป  จากคุณสเปน ก็มี มาอีก 3 ราย มาพักติดๆ กัน เรียกว่า เนื้อเริ่มหอม แม่เริ่มรู้สึกดี เพราะ ทำรายได้ให้แม่อย่างงามเชียว และ เริ่มจะเห็นดีเห็นงาม เรื่อง ธุรกิจ Airbnb  ไฟเขียวให้เราเพิ่มจำนวนห้องอีก แต่แล้วความฝันก็ดับสลาย เพราะ โควิด เข้ามาในช่วง ต้น ๆ ปี 63 ในที่สุดต้องยุติธุรกิจ Airbnb ด้วยความเสียดาย น้ำลายหยด ทั้ง ที่กำลังไปได้ดี

  

Airbnb ไปไม่รอด แล้ว (จะ) งัยดี

เมื่อธุรกิจ Airbnb ไปไม่รอด เราต้องหาทางเอาตัวรอดใหม่ เริ่มจากมองหาลูกค้าในประเทศที่จะมาพัก ทั้งแบบ long term, short term เอาหมด เริ่มค้นหาจริงจังว่า “ลูกค้าเราคือใคร”   จะเป็นลูกค้ากลุ่มที่จะมาพักเพื่อไปโรงพยาบาล (เพราะแถวนี้มี โรงพยาบาลหลายโรง) หรือ “กลุ่มคนทำงานธนาคาร (เพราะมีธนาคารแถวนี้มากมาย) ” ฯลฯ แล้วเราจะเข้าหาลูกค้าได้อย่างไร คิดไปถึงการทำ direct sale แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะเข้าไปอย่างไร วิธีนี้จึงไม่เวิร์ค    

การ PR ผ่านระบบ social  เข้ามาในหัว ต้องเริ่มจากการสร้าง page  website ก่อน เพราะตั้งใจจะประหยัดเงิน คิดว่าจะทำเองได้ เริ่มต้นอ่านหนังสือ ค้นข้อมูลอีกแล้ว เพราะไม่เข้าใจแม้กระทั่งคำว่า “โดเมน” และวิธีการสร้าง  website ทำอย่างไร กว่าจะทำความเข้าใจหลาย ๆเรื่องนี้ได้ ก็ใช้เวลานานทีเดียว รวมทั้งความพยายามทำ page ซึ่งใช้เวลาทำอยู่หลายวัน ผลคือนอกจาก page จะขี้เหร่ แล้ว ยังใช้งานไม่ได้อีก จึงเป็นที่มาของการตกผลึกความคิดว่า อะไรที่ไม่ใช่งานของเรา อย่าไปเสียเวลา จ้างน้อง ฟรีแลนซ์ ออกแบบให้ ไม่ถึง 3 วัน ทุกสิ่งอย่างเนรมิตออกมาได้ ใช้งานบนโดเมนที่น้องฟรีแลนซ์เลือกให้ เสร็จสรรพ

www.varaphornhouse.com (เชิญเข้าไปทัศนากันได้)

ต่อมาคือเรื่อง โปรโมทเพจ บน FB  เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่ง เพราะ เสียเงินให้ พี่มาร์ค เยอะมาก แต่อยากบอกว่า มันไม่เวิร์ค เอาเสียเลย page FB มีคนเข้ามาดูจำนวนมาก แต่ไม่มีใครสนใจอยากจะมาเช่าเราเลย นอกจากคำชมว่า สวยจัง ๆ ๆ ยามนี้ไม่อยากได้คำชม เรานำ website รวมทั้ง page FB ไปลงโฆษณาในทุกที่ แม้กระทั่ง yellow pages ก็ทำ แต่กว่าจะเรียนรู้ว่า ลูกค้าไม่ได้อยู่ทั่วไป หรือ อยู่แบบ “หว่านแห” แล้วจะเจอ ก็เสียเวลาอยู่นานทีเดียว

หาลูกค้าให้เจอ

จนในที่สุด น้องแม่พระ คนหนึ่ง ก็มาให้คำแนะนำว่า ควรจะเลือกลงในกลุ่มที่เฉพาะเจาะจง เราเลือกกลุ่ม “คนรักอารี”  เพราะ อพาร์เม้นเราอยู่ในย่านอารี และแล้ว โชคเข้าข้าง ลูกค้าอยู่ที่นี่เอง ลูกค้ารายแรกมาจาก กลุ่มนี้ และยังช่วยแนะนำอีกว่า ชาวต่างชาติอยู่ในอีกกลุ่มคือ กลุ่ม “I love ari” นี่ไง ! บทเรียนนี้สอนว่า “ลูกค้าอยู่ที่ไหน ต้องพยายามหาให้เจอ” เราเจอลูกค้าจากกลุ่มนี้ และ ตามมาอีกหลายห้อง ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลา “หว่านแห” ทั้งเสียเวลา และ ยังไม่ได้ผลอีกด้วย

ในที่สุดเราได้ลูกค้าเต็มทุกห้อง หลังจากนั้นมีคนสนใจทักเข้ามาอีกหลายต่อหลายคน ต้องบอกว่า “ห้องเต็มแล้วค่ะ” เป็นคำพูดในรอบหลายปี ที่ไม่เคยได้พูดแบบนี้  แม่เองก็ดูจะพอใจ ที่ห้องเต็ม แต่ในธุรกิจเล็ก ๆนี้ ยังมีเรื่องราวที่เราต้องเรียนรู้อีกมากมาย ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา เป็นบทเรียนใหม่ ๆ ตลอด จนวันนี้ยังเรียนรู้ไม่จบ และยังสนุกที่จะ ฝันทำเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย รอแม่อนุมัตินี่แหล่ะ